THAILAND AND MOBILITY


วิวัฒนาการของการขับเคลื่อนประเทศไทย THAILAND AND MOBILITY

ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีทำเลที่ตั้งดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม กอปรกับทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ สายเลือดใหญ่ของการคมนาคมอย่างแม่น้ำเจ้าพระยาทำให้ประเทศไทยได้เปรียบในการติดต่อค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ทั้งจากตะวันตกเองหรือประเทศจีน จากเดิมประเทศไทยใช้การสัญจรขนส่งทางน้ำโดยอาศัยโครงข่ายแม่น้ำ ลำคลองที่มีอยู่มากมายเป็นเส้นทางสัญจรไปมาหาสู่กันตั้งแต่ครั้งสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี

การเปลี่ยนแปลงด้านคมนาคมครั้งสำคัญเกิดขึ้นในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงริเริ่มนำเอาระบบรางเพื่อการขนส่งมวลชนสำหรับเมืองเข้ามาใช้เป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ ทรงนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้อย่างเหมาะสม รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของพระนคร นับเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนำพาประเทศไทยเข้าสู่ความทันสมัยทัดเทียมชาติมหาอำนาจในยุคนั้น

เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยถูกนำมาใช้อย่างมากมายในหลายภาคส่วน ตั้งแต่ด้านเกษตรกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานการเติบโตของระบบเศรษฐกิจ การคมนาคมที่เชื่อมโยงผู้คนและธุรกิจที่อยู่ห่างไกลให้เข้าถึงกันได้อย่างรวดเร็ว ด้านอุตสาหกรรมที่ช่วยสร้างงานให้กับผู้คนได้มากมายทั่วประเทศ และยังมีอีกหลายด้านที่ปรากฎให้เห็น

จวบจนปัจจุบันในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความก้าวหน้าของโครงการสำคัญต่าง ๆ ในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เส้นทางสายไหมแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ One Belt One Road (OBOR) เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนผ่านจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก การพัฒนาระบบคมนาคมภายในประเทศ รถไฟฟ้าที่จะเชื่อมโยงพื้นที่เมืองและปริมณฑลเข้าด้วยกัน การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือรถ EV (Electric Vehicle) ที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะมีให้เห็นมากกว่าเดิม สิ่งเหล่านี้นับเป็นการพัฒนาเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน

ข้อมูลเพิ่มเติม
https://www.bic.moe.go.th/images/stories/120170702-The-Education-Act.pdf
http://www.dltv.ac.th/about-us
https://www.thairath.co.th/content/372615

ดิจิทัลเพื่อการพัฒนาประเทศ DIGITAL FOR DEVELOPMENT

รู้จักกับ Thailand 4.0

ภายใต้นโยบายการนำประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก ประเทศไทยในปัจจุบันได้กำลังอยู่ในยุค Thailand 4.0 ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และเป็นเครื่องมือในการพลิกโฉมประเทศไทยตามแนวทาง “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น” (Digital Transformation) ซึ่งมีให้เห็นกันแล้วในหลายภาคส่วนของประเทศ อาทิ ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่มุ่งเน้นให้เกิดการสร้างงานรูปแบบใหม่ จากการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Co-creation) ให้เป็นธุรกิจที่สามารถเติบโตในยุคสมัยใหม่ รวมทั้งสร้างการเชื่อมต่อ (Connecting) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงกลุ่ม Startup และกลุ่มผู้ประกอบการ ให้สามารถเข้ามาร่วมกันวางแผนยกระดับนวัตกรรมในพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีศักยภาพในการยกระดับเป็นศูนย์รวมของการสร้างนวัตกรรมการแพทย์สมัยใหม่ เพื่อนำไปสู่การขยายผลในระดับประเทศ และนานาชาติ ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาระบบแพทย์ทางไกล (Tele-Medicine) โรงพยาบาลอัจฉริยะ (Hospital 4.0) และการแพทย์แม่นยำ (Precision medicine) เป็นต้น
ภาคเกษตรกรรมเองยังมีการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาต่อยอดเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ลดต้นทุนการผลิต ประหยัดเวลา และแรงงานคน เช่น การใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) เพื่อการเกษตรแบบแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการรดน้ำ การให้ฮอร์โมน การให้ปุ๋ยทางใบ เพื่อลดข้อจำกัดของต้นพืชที่สูง การถ่ายภาพวิเคราะห์/ตรวจโรคพืช เป็นต้น

ส่วนภาคอุตสาหกรรมได้มีการนำเอาปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาใช้เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุง และเพิ่มชั่วโมงการผลิต ทั้งยังช่วยให้สามารถคาดคะเนโอกาสเสียหายของเครื่องจักรได้ ขณะเดียวกัน Big Data เองกำลังมีบทบาทเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไมซ์ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับประเทศไทยได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังส่งเสริมให้ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี ด้วยโครงการ “เน็ตประชารัฐ” วางโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านเคเบิลใยแก้วนำแสงไปถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศในปี 2561 ให้หมู่บ้าน 74,965 แห่ง เชื่อมต่อกับโรงเรียน โรงพยาบาล เทศบาล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ก่อให้เกิดการกระจายรายได้สู่ชุมชน

เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลได้ถูกหลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยและอยู่ในชีวิตประจำวันดังเช่นทุกวันนี้ ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรม ต่างเล็งเห็นถึงความสำคัญ จึงต่างผลักดันในการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชนในการเร่งปรับตัว เพื่อรู้เท่าทันกับสถานการณ์ และสนับสนุนให้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมพร้อมกันทั่วประเทศ

ข้อมูลจาก
https://www.mhesi.go.th/main/th/34-news/news-gov/7794-ymid

เมืองอัจฉริยะในประเทศไทย
Smart City in Thailand

ประเทศไทยเห็นความสำคัญในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart city) ในด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชากรในแต่ละพื้นที่ของประเทศ โดยประชาชนสามารถเข้าถึงและสามารถเชื่อมโยงการใช้ข้อมูลถึงกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถตอบสนองความต้องการตามบริบท และศักยภาพของเมืองอัจฉริยะ (Smart city) ที่ต้องการพัฒนาทั้ง 7 มิติโดยเชื่อมต่อในรูปแบบของ Digital อาทิ

1. การเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจและการลงทุนรองรับ Smart Economy
2. การพัฒนาระบบขนส่งและการเดินทางที่ทันสมัยเพื่อรองรับ Smart Mobility
3. การศึกษาที่เข้าถึงทุกคนไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลกับ Smart People
4. การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ปลอดภัย มีความสุขในการดำรงชีวิตในรูปแบบ Smart Living
5. การพัฒนาระบบข้อมูล และระบบบริการภาครัฐ เพื่อความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลรองรับ Smart Governance
6. การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแบบ Smart Environment
7. การบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้ทุกคนมีพลังงานใช้อย่างพอเพียง เพื่อเป้าหมายอย่าง Smart Energy

ในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างทั่วถึง รัฐบาลได้แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี (พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน และมีสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอร่างยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเมืองอัจฉริยะให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมบูรณาการติดตามประเมินผลการดำเนินงานและให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะทั้งประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพwww.smartcitythailand.or.th


คนไทย หัวใจขับเคลื่อนประเทศ :
Thailand’s Heart of Mobility

ประเทศไทย เป็นที่รู้จักอย่างดีในหมู่ผู้มาเยือนและนักเดินทางทั่วโลก ที่ต้องการเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวในรูปแบบวิถีไทยในมิติต่าง ๆ ด้วยความมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติใดในโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารอร่อย สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย วัฒนธรรมและประเพณีไทยที่งดงาม รวมทั้งศักยภาพในการทำธุรกิจการบริการ ทั้งด้านการท่องเที่ยว ที่พัก หรือบริการทางการแพทย์

จากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มและอำนวยความสะดวกให้กับ ผู้คน องค์กร การคมนาคม และระบบต่าง ๆ ในประเทศไทย ให้สามารถเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกได้ อย่างไร้พรมแดน และเมื่อผสมผสานกับ “เสน่ห์ของคนไทย” ที่เปี่ยมด้วยมิตรไมตรี รอยยิ้ม การเอาใจใส่ และการต้อนรับที่อบอุ่น จึงกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนไทยเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนประเทศ ด้วยการเชื่อมความสัมพันธ์ และครองใจผู้คนทั่วโลก สมกับการกล่าวขานที่ว่าประเทศไทย คือ “สยามเมืองยิ้ม” ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกชาติ ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน จนได้รับรางวัลการันตีที่ทั่วโลกมอบให้ จึงทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายปลายทางดึงดูดให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์สักครั้งหนึ่งในชีวิต